10 May 2009

การศึกษาตัวอย่าง WebQuest

สรุปรายงานการค้นคว้า ตัวอย่าง WebQuest พบข้อสังเกต ดังนี้
1. กิจกรรมตาม Taskology ทั้ง 6 เรื่อง มี Task หลากหลาย เช่น Creative Product Task Persuasion Task Journalistic Tasks Consensus Building Tasks Mystery Task และ Retelling Tasks 2. WebQuest นั้นสามารถสร้างเพื่อใช้สอนได้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งWebQuest บางเรื่องนั้นสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายกลุ่มสาระ ตามความเหมาะสม และมีWebQuest บางเรื่อง เช่นเรื่อง Apple Trees ที่เป็นการสอนแบบบูรณาการ มีหลักสูตรและมาตรฐานที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายหลายกลุ่มสาระเข้าด้วยกันและประเมินตามมาตรฐานของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้แยกกันออกไป
3. สื่อที่ครูต้องทำเพิ่ม นอกเหนือจากแหล่งข้อมูลเว็บ มีหลากหลายเช่น เอกสารประกอบการสอน แบบจดบันทึก เกมทบทวนการเรียนรู้ ใบกิจกรรม ใบงาน แบบทดสอบ
4. ชิ้นงาน ที่ผู้เรียนต้องผลิตหรือทำออกมา จะผ่านกระบวนการคิดและการเรียนรู้ในรูปแบบ Collaborative จะเน้นการทำงานกลุ่ม แต่มีบ้างที่เป็นงานส่วนบุคคล อาจเป็นเอกสาร การนำเสนอ การโต้วาที จดหมาย เรียงความ การจดบันทึกอนุทิน ฯลฯ 5. เมนูหลักที่ใช้ คล้ายคลึงกัน เมนูหลักที่ใช้ส่วนใหญ่ สำหรับนักเรียน ประกอบด้วย Introduction Task Process Evaluation Conclusion Credits และสำหรับครูประกอบ Introduction Learners Standards Process Resources Evaluation Conclusion Credits ซึ่งรูปแบบการวางอาจอยู่ด้านบน หรือด้านซ้ายมือ ส่วน ที่น่าสนใจ คือ Evaluation พบว่ามี 2 ลักษณะ คือ นักเรียนประเมินตนเอง และครูประเมินนักเรียน และรูปแบบการประเมินมีทั้ง แบบ Rubric และแบบ Rating Scale
ยกตัวอย่างรายละเอียดเรื่อง Meet the Immigrants:
1. กิจกรรม Taskology เป็น Journalistic Tasks เป็นงานที่ให้นักเรียนสวมบทบาทเป็นผู้อพยพ ในอเมริกา ค้นหาข้อมูลของผู้อพยพยุคแรกๆในอเมริกา ซึ่งเป็นบันทึกการเดินทาง ที่บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นข้อเท็จจริง และนำเสนองาน 3 วิธี คือ จดบันทึกข้อมูลที่ได้ค้นคว้าเป็นรูปแบบการจดบันทึกการเดินทาง สวมบทบาทผู้อพยพ กลุ่มละ 4 คน เลียนแบบการแต่งกายของผู้อพยพที่ตนเองสวมบาท และรวมกันอภิปราย ความเป็นอยู่ ความคิด ความรู้สึกของผู้อพยพเมื่อมาในดินแดนใหม่ ผ่านการบันทึกรายการโทรทัศน์จำลอง เพื่อรายงานและเผยแพร่ข้อมูลให้ผู้อื่นทราบ 2. กลุ่มสาระฯ ที่เหมาะนำไปประยุกต์ใช้ที่สุด คือ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม แต่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ก็นำไปประยุกต์ใช้ได้ ในเรื่องการการอภิปราย
3. สื่อที่ครูต้องทำเพิ่ม คือ 1 แบบจดบันทึกวารสารการเดินทาง 2 สร้างเกมเพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจ 4. ชิ้นงาน หรือ ผลงานหลัก ที่ผู้เรียนต้องผลิต หรือทำออกมา คือ 1. จดบันทึกวารสารการเดินทางรายบุคคล 2. เลียนแบบการแต่งกายของผู้อพยพที่ตนเองสวมบาท 3. ร่วมกันอภิปรายผ่านการบันทึกรายการโทรทัศน์จำลอง 5. เมนูหลักที่ใช้ วางไว้ด้านข้างซ้ายมือของเพจ มี 2 ส่วน คือ ส่วนของครู และส่วนของนักเรียน จะบอกว่าครูควรทำอย่างไร นักเรียนควรทำอย่างไร แต่ของครูจะมี Standard และ Resources เพิ่มขึ้น ทำเป็นเมนู link คนละหน้า
ยกตัวอย่างรายละเอียดเรื่อง เรื่อง Rain Forest Project
1. กิจกรรม Taskology เป็น Consensus Building Tasks ที่ จะแบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่ม คือฝ่ายที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากป่าฝน กับ ฝ่ายที่ต่อต้าน จำลองศาลเปิดเวทีโต้แย้งกันด้วยข้อมูลที่ค้นคว้ามา เพื่อเป้าหมายที่จะได้ข้อคิดข้อตัดสินที่ดีที่สุดในการเป็นประเทศเล็กๆในป่าฝนที่คนทั่วโลกจับตาดูอยู่
2. กลุ่มสาระฯ ที่เหมาะนำไปประยุกต์ใช้ คือ สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์
3. สื่อที่ครูต้องทำเพิ่ม นอกเหนือจากแหล่งข้อมูลเว็บ ไม่มี มีเพียงจัดสภาพบรรยากาศห้องเรียนเป็นศาล
4. ชิ้นงาน หรือ ผลงานหลัก ที่ผู้เรียนต้องผลิต หรือ ทำออกมา คือ 1 จดบันทึกการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูล 2. เปิดการโต้วาที 2 ฝ่ายแถลงการณ์ข้อดีข้อเสียของการดำเนินกิจกรรมในป่าฝน 3. เขียนแสดงความคิดเห็น 2 หน้ากระดาษ 3เรื่องใหม่ที่เรียนรู้จากการค้นคว้าในเรื่องป่าฝน วิธีการปกป้องป่าฝน และวิธีการที่จะบอกประเทศอื่นๆให้รู้วิธีการจัดการทรัพยากรของพวกเขา
5. เมนูหลักที่ใช้ เป็น แบบเรียงอยู่ด้านบน เนื้อหาเป็นหน้าเดียวยาวลงมาด้านล่าง มีของครูและนักเรียน เมนูของนักเรียน Introduction กล่าถึงสภาพของป่าฝนจากการวิจัยในปัจจุบัน Task คือ ให้คิดวิธีการที่จะใช้ทรัพยากรจากป่าฝนให้มีค่ามากที่สุด เพื่อต่อสู้กับฝ่ายที่คัดค้าน Resources มีคำแนะนำบอกแหล่งค้นคว้า Process แบ่งเป็น 2 ฝ่าย เพื่อต่อโต้แย้งกันในศาล หาวิธีการที่ดีที่สุดแล้วแถลงการณ์ผลการสรุกความคิดเห็น Evaluation ประเมิน 4 ด้าน 1 การจดบันทึกการค้นคว้า 2 การแถลงความคิดเห็นต่อสู้กันในศาล 3 การนำเสนอผลงาน 4 การมีส่วนร่วมในการทำงาน 5 เขียน บอก 2 หน้ากระดาษ เพื่อบอกความคิดเห็น วิธีการปกป้องป่าฝน และบอกวิธีการจัดการทรัพยากรของตนเองให้ประเทศอื่นรับทราบConclusion ในนักเรียนสรุป ส่วนเมนูของครู Introduction บอกข้อมูลที่มาของโครงการและความสำคัญในการเรียนรู้วิธีการของศาล Content Areas บอกว่าควรใช้สอนนักเรียนระดับใด Standards บอกมาตรฐานการเรียนรู้ Implementation ภาพรวมของการสอน ใช้เวลามากกว่า 1 สัปดาห์ สร้างทีมคณะลูกขุน Resources ทรัพยากรที่ต้องการคือ หนังสือเกี่ยวกับป่าฝน จำนวน 8-10 เล่ม คอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต การจัดห้องเรียนเป็นศาล มีคณะลูกขุน Entry Skills ทักษะความรู้ที่ต้องการคือทันต่อสภาพการถูกทำลายของป่าฝน และการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ Evaluation ประเมินเฉพาะชั้นเรียนที่สอน ถ้าประสบความสำเร็จอาจขยายไปทั้งโรงเรียน Conclusion ชี่ให้เห็นความสำคัญของป่าฝน

อ้างอิงจาก
เรื่องที่ 1 Radio Days: A WebQuest จาก http://www.thematzats.com/radio/index.html เรื่องที่ 2 Rock The Vote จาก http://projects.edtech.sandi.net/lewis/rock/ เรื่องที่ 3 Meet the Immigrants: จาก
http://www.lubbockisd.org/webquests/MeetImmigrants/index.htm เรื่องที่ 4 Rain Forest Project จาก http://projects.edtech.sandi.net/ofarrell/rainforest/
เรื่องที่ 5 What A Life จาก
http://www.uni.edu/schneidj/webquests/spring04/whatalife/index.html เรื่องที่ 6 Apple Trees จาก http://www.gis.net/~tweets/webquest/

22 April 2009

เกณฑ์การประเมินแบบ Rubrics

การประเมินผู้เรียน นั้น มีรูปแบบการประเมินหลากหลาย ประเมินได้หลายช่วงของการเรียนการสอน ตั้งแต่ระหว่างเรียน เสร็จสิ้นการทำงาน และประเมินด้วย Portfolios
Rubrics เป็นรูปแบบของเครื่องมือในการประเมิน ที่กำลังมีบทบาทสำคัญ และได้รับความนิยมมาก
จากการการค้นคว้า พบว่า การประเมิน โดย ใช้ Rubric นั้น มี 2 วิธี คือ
1. แบบHolistic scales เป็นการให้คะแนนโดยนำรายการประเมินที่ต้องการวัดมาอยู่รวมกัน ในแต่ละระดับคุณภาพ เป็นการดูในภาพรวม ข้อดี ก็คือให้คะแนนได้อย่างรวดเร็ว
2. แบบAnalytical scales เป็นการให้คะแนนโดยแยกประเด็นรายการที่ต้องการวัด เขียนคำบรรยายคุณภาพในแต่ละระดับ ต้องดูและวัดนักเรียนที่ละพฤติกรรม ค่อนข้างช้า ข้อดี ก็คือ จะทราบพฤติกรรม และเรียนรู้นักเรียนเป็นรายบุคคลรายลักษณะพฤติกรรมได้อย่างดี สามารถนำข้อมูลไปแก้ไขเฉพาะพฤตกรรม หรืองานที่มีข้อบกพร่องได้โดยเฉพาะ
การสร้างเกณฑ์ การประเมินแบบ Rubrics ครูผู้สอน ต้องกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังหรือจุดประสงค์ที่คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นกับผู้เรียน กำหนดเกณฑ์การประเมินที่แสดงให้เห็นถึงระดับคุณภาพของนักเรียนแต่ละคน กำหนดระดับคุณภาพ โดยบรรยายคุณภาพของแต่ละระดับ สำหรับเป็นเกณฑ์ตัดสินนักเรียนหรือผลงานนักเรียน ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างเกณฑ์การประเมิน เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจและสามารถปฏิบัติงานได้ตรงตามที่นักเรียนต้องการ และจะชี้ให้เห็นถึงระดับของผลงานของนักเรียน การใช้ Rubrics ต้องอธิบายถึงผลงานของนักเรียนสัมพันธ์กับระดับคุณภาพใด นักเรียนสามารถประเมินผลงานว่าควรอยู่ในระดับใดได้ด้วยตนเอง ความสามารถของนักเรียนควรมีความเหมาะสมกับชิ้นงานคำอธิบายคุณภาพในแต่ละรายการให้มีความชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจในการปฏิบัติงานให้ได้ตามที่คาดหวังไว้ ซึ่ง ตัวอย่างเกณฑ์ Rubric มีอย่างมากมาย สามารถนำไปประยุกต์ดัดแปลงได้ ตามความเหมาะสม

แหล่งข้อมูล

07 April 2009

สร้างสรรค์WebQuest


การสร้าง WebQuest แบบปรับเปลี่ยนของผู้อื่น หรือ การ adapting
การสร้าง WebQuest ที่ไม่ต้องเริ่มสร้างเอง มีวิธีการคือนำของของผู้อื่นที่สร้างขึ้นแล้ว มาปรับเปลี่ยนรูปแบบ ให้เหมาะสมกับงาน หรือวัตถุประสงค์ของผู้สอน ซึ่งนำข้อได้เปรียบของ WebQuest จำนวนมาก ที่ผู้อื่นสร้างไว้มาใช้ มีขั้นตอนการทำคือ
1. เลือกหัวข้อ
ต้องเลือกหัวข้อการเรียนรู้ ที่ตรงกับเนื้อหาและกับจุดมุ่งหมายที่จะให้เกิดการเรียนรู้
2. การค้นหา WebQuests ที่มีอยู่
ค้นหา WebQuests ที่ดี ที่ตรงกับกิจกรรมการเรียน ที่ต้องการให้นักเรียนเรียนรู้
3. ตรวจสอบว่าสามารถใช้ได้ ที่มีอยู่แล้ว อาจใช้ได้เลยตรงตามจุดประสงค์ หรืออาจต้องปรับเปลี่ยนบทเรียนบ้างเพียงเล็กน้อย เพื่อพัฒนาให้เป็นไปตามสิ่งที่เราต้องการ ตรงกับที่สนใจ
4. เลือก WebQuests ที่มีศักยภาพ
อาจมี WebQuests ที่ ไม่ได้ตรงกับสิ่งที่ต้องการ ที่เหมาะสมเพิ่มเติม ซึ่ง ควรจะมีคุณสมบัติเหล่านี้
1. เชื่อมโยงทุกสิ่งที่ปรากฏและมีความทันสมัย.
2. น่าสนใจ วางตัวสะกด ไวยากรณ์ อย่างอิสระ
3. ไม่มีข้อผิดพลาดด้านเทคนิค.
4. เป็นงานที่ถูกใจและต้องสูงกว่าระดับคิด
5. แนวการเรียนรู้ตรงกับหัวข้อการเรียนรู้
6. อ่านง่ายตรงกับระดับของนักเรียน
5. ระบุการแก้ไขที่ต้องการ
ศึกษาแต่ละบทเรียนมีรายละเอียดและควรแก้ไข อย่างไร เพื่อการใช้ประโยชน์ จากWebQuest ที่เต็มรูปแบบ
6. ขออนุญาตผู้คิดค้น
บางเว็บอาจใช้ได้เลย ยกเว้นในกรณีที่ผู้สร้าง WebQuest ได้บอกอย่างชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นแก้ไข และรายงาน จึงต้องขออนุญาตผู้สร้างเสียก่อน
7. ดาวน์โหลด WebQuest
. โปรแกรม Internet Explorer เป็นเบราเซอร์ที่ใช้ในการเปิด ใช้เวอร์ชันของ Netscape หรือ Mozilla ที่ทันสมัย วิธีการคือไปที่เว็บไซต์และดูใต้เมนู File ในบราวเซอร์ เลือก แก้ไขเพจ จะมีสำเนาของเพจที่กำลังดูที่รวมถึงกราฟิกที่พร้อมจะแก้ไขเรียบเรียง
8. แก้ไขและเพิ่มประสิทธิภาพ
ทำรายการที่ต้องการเปลี่ยนแปลงที่ได้ระบุในเนื้อหาให้ครบถ้วนเพื่อความมีประสิทธิภาพของ WebQuest
9.ประเมินและปรับตามต้องการ
เมื่อทดลองใช้ รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากบุคคลอื่น นำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ให้เหมาะสม
10. เผยแพร่และแบ่งปัน
ปรับปรุงเป็นบทเรียนใหม่ เพื่อส่งออกไปยังที่อื่น

อ้างอิง จาก http://webquest.sdsu.edu/adapting/index.html

22 March 2009

What is e-Learning and Blended learning

What is e-Learning. ? And About Blended learning.
e-Learning วิธีการเรียนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้การนำเสนอเนื้อหาทางคอมพิวเตอร์ ในรูปของสื่อ มัลติมีเดี่ย ได้แก่ ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ ภาพนิ่ง ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว ภาพสามมิติ ฯลฯ e-learning เป็นการ สร้างสิ่งแวดล้อม ทางการเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นที่สนับสนุนว่า เนื้อหาการเรียน ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านทาง มัลติมีเดี่ยนั้นสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีกว่าการเรียนจากสื่อข้อความ เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้การที่เนื้อหาการเรียนอยู่ในรูปของข้อความอิเล็กทรอนิกส์ (e-text) ซึ่งได้แก่ขอ้ความซึ่งได้รับการจัดเก็บ ประมวล นำเสนอ และเผยแพร่ทาง คอมพิวเตอร์จึงทำให้มีข้อได้เปรียบสื่ออื่น ๆ หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้าน การเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ ด้วยความสะดวกและรวดเร็วความคงทนของข้อมูล รวมทั้งความสามารถในการทำข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลามีการพัฒนาขึ้นมาก ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ในสหรัฐอเมริกานั้นนักเรียนมีส่วนร่วม ในการเรียน on-line มาก e-Learning เหมาะสมกับ การเรียนทางไกล และการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ทั้ง ยังสามารถใช้ร่วมกันกับการเรียนการสอนในชั้นเรียน ที่ครูกับนักเรียน พบกัน หรือผสมผสานการเรียนรู้ที่ใช้นวัตกรรมหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ที่เรียกว่า Blended learning ผู้ริเริ่มการเรียน E-Learning คือ Bernard Luskin argues บทบาทของครูผู้สอนที่จำเป็น ในการสอน แบบ e-learning และ Blended learning คือ การกำหนดแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้ ที่ช่วยให้ผู้เรียน เรียนรู้สะดวกขึ้น ครูต้องมีบทบาทในการช่วยเหลือให้นักเรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการใช้เทคโนโลยี การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและส่งเสริมให้พวกเขาเป็นผู้เรียนที่มีอิสระ Blended learning ทำให้ครูผู้สอน และนักเรียน ปรับตัวเข้าหากัน ในการสอนแบบใหม่ และ ประโยชน์ ของ e-Learning ที่สำคัญ คือการช่วยลดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เพราะไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องใช้กระดาษ มีค่าใช้จ่ายต่ำ และมีความสะดวก และยืดหยุ่นในการกำหนดตารางเวลา เรียน แต่บางส่วนก็มีข้อเสีย กล่าวคือ เรื่องของการเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต http://en.wikipedia.org/wiki/E-learninglearning ,http://en.wikipedia.org/wiki/Blended_learning